only search Ben's Blog
 
ย้อนกลับไปประมาณซัก10ปีถ้าเอ่ยถึงคำว่ามาตรวิทยา(Metrology) คงไม่มีใครรู้จัก คงต้องขอขอบคุณระบบ ISO ที่ทำให้คำนี้เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายมากยิ่งขึ้นในปัจจุบัน ศาสตร์ที่ว่าด้วยการวัดนี้เป็นพื้นฐานต่างๆทางวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ 3000 ปีก่อนศริสตกาลเมื่อมนุษย์เริ่มใช้มันเพื่อการสื่อสารในการแสดงขนาด อาณาเขต ตำแหน่ง สภาวะ เวลาเป็นต้น ฉะนั้นความสำคัญที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดตั้งแต่ตื่นนอนจนบภาระกิจประจำวัน ยกตัวอย่างเช่น นาฬิกาปลุก ปริมาณน้ำตาลในเลือดหลังดื่มกาแฟตอนเช้า ปริมาณของน้ำที่ไหลผ่านมิเตอร์หน้าบ้าน ปริมาณไฟฟ้า ฯลฯ จากการที่ได้เคยออกทำงานภาคสนามในหลายๆพื้นที่ มีตัวอย่างที่น่าสนใจอยู่2-3ตัวอย่างที่พอจะอธิบายความสำคัญและความซีเรียสของการวัดในชิวิตประจำวันของเรา 1.) โรงงานผลิตก๊อกน้ำทองเหลืองแห่งหนึ่งซึ่งพบว่าเครื่องวัดส่วนผสมทางเคมีเกิดเสีย แต่ก็ไม่ได้ให้ความใส่ใจเนื่องจากมีสูตรที่ผลิตกันมาช้านานโดยการเติมโลหะผสมที่ใช้เครื่องชั่งวัด จนกระทั่งวันหนึ่งพบว่าต้นทุนของก๊อกน้ำในหลายๆเดือนที่ผ่านสูงสะสมเป็นจำนวนมาก ทำให้กำไรลดลง แล้วพบว่าสาเหตุมาจากการที่เครื่องชั่งที่วัดส่วนผสมนั้นวัดหยาบไป ทำให้ต้องเติมโลหะผสมเผื่อเสมอๆในทุกเตา ซ้ำร้ายครื่องมือวัดที่ใช้วัดส่วนผสมทางเคมีที่ใช้ยืนยันว่าส่วนผสมเป็นไปตามมาตรฐานก็เสียโดยไม่ได้รับการเหลียวและเนื่องจากการซ่อมและอะไหล่ต้องนำเข้ามีราคาแพง แต่หารู้ไม่ว่าถ้าหากส่วนผสมถูกต้องก็ไม่ต้องเติมส่วนผสมเผื่อ ซึ่งคำนวนกลับมาแล้วค่าซ่อมเครื่องมือที่ว่านี้ เทียบไม่ได้เลยกับวัตถุดิบที่ต้องสูญเสียไป 2.) คงจำ โรสกับแจ็ค ได้ใน ไททาทิคหนังเรื่องดังเมื่อหลายปีก่อน จากการศึกษาโดยวิศวกรจากมหาวิทยาลัยมิสซูรี่ที่เมืองรอลล่า ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อประมาณปี 2539 หลังจากได้เก็บตัวอย่างจากลำตัวของเรือเพื่อทำการศึกษา พบว่าเหล็กที่ใช้ในกาต่อเรือดังกล่าวเป็นเหล็กที่ใช้ในงานโครงสร้างทั่วไปและลึกลงไปในรายละเอียดพบว่าปริมาณแร่กำมะถันที่ปัจจุบันเหล็กโครงสร้างโดยทั่วๆกำหนดไว้ไม่เป็นร้อยละ0.050โดยน้ำหนัก สูงถึงร้อยละ0.069 ซึ่งทำให้เกิดการฟอร์มตัวของแมงกานีสซัลไฟด์อันเป็นองค์ประกอบที่ไม่พึงประสงค์ในเหล็ก กล่าวคือจะทำให้เหล็กมีคุณสมบัติทางกลลดลง มีความเปราะ และจะยิ่งเปราะมากขึ้นเรื่อยๆ หากอุณหภูมิลดลง ซึ่งอุณหภูมิในมหาสมุทรแอตแนติกในขณะนั้นคือ -2 องศาเซลเซียส หากเทคโนโลยีการวัดในสมัยก่อนสามารถวัดปริมาณกำมะถันได้รวดเร็วและแม่นยำ อาจทำให้เหตุการนี้ไม่ร้ายแรงอย่างที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ดี การที่เรือจมหลังจากชนภูเขาน้ำแข็งนั้นอาจมาจากปัจจัยอื่นๆประกอบกัน เช่นเทคโนโลยีการตรวจจับสิ่งกีดขวางและการนำร่องรวมถึงองค์ประกอบอื่นๆ จึงไม่สามารถสรุปได้ชัดเจน จึงเป็นเพียงเป็นแค่ข้อสังเกตเท่านั้น อย่างไรก็ดีทีมงานและวิศวกรออกความเห็นว่า เหล็กที่ใช้ในสมัยนั้นไม่เหมาะสำหรับต่อเรือ.

edit @ 22 May 2008 08:36:04 by Ben

คงไม่มีอะไรมากไปกว่าการแนะนำลิงค์ดีๆมาฝาก เผื่อคนสนใจ

เอ็นเนียร์แกรมเป็นศาสตร์แห่งการเรียนรู้ตนเองเพื่อเข้าใจตนเองและลดข้อบกพร่องของตนเองลง ทำให้เข้าใจผู้อื่นมากยิ่งขึ้นโดยการแบ่งคนในโลกนี้ออกเป็น 9 กลุ่มด้วยกัน ส่วนพื้นฐานที่จะใช้ศาสต์ด้านนี้ทำการปรับปรุงตนเองเท่าที่ผมสรุปและจับใจความได้จากการไปทำ Work Shop มาครั้งหนึ่งก็คือ

1.ต้องยอมรับเสียก่อนว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบหรือพูดง่ายๆก็คือคนเราทุกคนไม่มีใครสมบูรณ์แบบ คนหนึ่งเด่นแบบหนึ่งในขณะที่ต้องมี้อย่างน้อยที่เป็นข้อเสียบ้าง คุณอาจจะไม่เห็นข้อเสียจากภายนอกแต่เจ้าตัวจะเป็นคนบอกได้ดีที่สุด
2.เมื่อยอมรับแล้วก็ค้นหาว่าตนเองนั้นอยู่ในลักษณ์หรือแบบไหนใน 9 แบบ คุณอาจจะทึ่งว่าทำไมคนในโลกนี้มีแค่ 9 แบบเองหรือ ผมก็เคยสงสัยแต่หลังจากอ่านเพิ่มเติม ศึกษาเพิ่มเติมก็พบว่า ไม่น่าจะมีคนมากกว่า 9 แบบที่ว่า แต่ประเด็นคือ ใน 9 แบบในคนบางคนอาจจะแสดงนิสัยของลักษณ์อื่นๆ ออกมาบ้าง ในเอ็นเนียร์แกรมเราเรียกว่าปีก หรือในสภาวะว่า หนึ่งเช่นเมื่อรู้สึกผ่อนคลายไร้แรงกดดัน หรือเมื่อมีแรงกดดันเข้ามา ทำให้เราเครียดการแสดงออกก็จะเป็นไปในอีกลักษณะหนึ่ง
3.ไม่ว่าเราจะเป็นอย่างไรแบบหรือลักษณ์ของเราจะยังคงมีแค่แบบเดียวเป็นแก่นกลางของเรา หากแต่การเปลี่ยนแปลงลักษณะการแสดงออกบางอย่างที่เป็นพลวัต(Dynamic)จะขึ้นกับเหตุปัจจัยที่เข้ามากระทำตามข้อ 2 หรือเราอาจเป็นคนซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นมาแล้ว
4.เมื่อรู้ตนเองแล้วก็ลองหาวิธีพัฒนาเพื่อลบล้างข้อจำกัดของเราเองอย่างมีจุดมุ่งหมาย เอ็นเนียร์แกรมนั้นจะเป็นดังเข็มทิศ ว่าคุณควรจะต้องพัฒนาอะไรบ้างแตกต่างจาก SWOT ที่บางทีคุณยังไม่รู้ตัวเองเลยว่ามีจุดอ่อนจุดแข็งอย่างไร
5.อย่าใช้เอ็นเนียร์แกรมตัดสินคนอื่น เจ้าตัวจะเป็นผู้ตอบคำถามได้ดีที่สุดว่าเขาคือคนลักษณ์ไหน
6.อย่าใช้เอ็นเนียร์แกรมเป็นข้ออ้างในการดำเนินชีวิตแบบเดิมๆด้วยเหตุผลที่ว่า ก็เราเป็นแบบนี้แหละ เปลี่ยนไม่ได้หรอก หรือก็เป็นแบบนี้แหละ ใครจะทำไม

คนที่เริ่มต้นใหม่คงงงเอาเป็นว่าไปตามลิงค์นี้ดีกว่าทำความเข้าใจกับมันแล้วลองกลับมาอ่าน 6 ข้อข้างต้นดูครับ

1.แบบทดสอบเบื้องต้นเพื่อค้นหาตัวเอง ผมไม่คิดว่ามันจะเป็นทางออกที่จะบอกลักษณ์ของคุณได้ทันที ควรศึกษาเพิ่มเติมในแต่ละลักษณ์ว่าเป็นอย่างไร แล้วลองใช้แบบทดสอบนี้จะช่วยให้คุณบอกลักษณ์ตนเองได้แม่น
ยำขึ้น
2.หนังสือที่ผมแนะนำคือ ปั้นคนให้เก่งคน และ ปั้นคนให้เก่งคน2 ซึ่งมี่รายละเอียดดังนี้

ผู้เขียน - ด๊อกเตอร์ จินเจอร์ ลาพิด-บ๊อกดา
ผู้แปล - วาจาสิทธิ์ ลอเสรีวานิช (อาจารย์ที่สอนผม)
ผลิตโดย - บริษัท สยามเอ็นเนียแกรม คอนซัลติ้ง จำกัด


 



ซึ่งอาจารย์วาจาสิทธิ์เป็นผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่ง และเป็นเจ้าของบ.สยามเอ็นเนียแกรม คอนซัลติ้ง จำกัด ซึ่งรับฝึกอบรมศาสตร์ด้านนี้ ทั้งเบื้องต้นและการประยุกต์ใช้ในองค์กร
3.สมาคมนพลักษณ์ไทย มีบทความดีๆมากมายพร้อมทั้งยังมีการฝึกอบรมอีกด้วย
4.ลองค้นดูใน google จะพบว่าศาสตร์นี้แพร่หลายมากในต่างประเทศและองค์กรชั้นนำของโลก

คงมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยครับ

edit @ 22 May 2008 10:46:48 by Ben

คุณเคยรู้สึกบ้างหรือไม่ว่า จริงๆแล้วเจ้านายไม่ได้มีอะไรดีไปกว่าคุณเลย ไม่จะเป็นมุมมอง ทัศนคติ หรือวิธีการมอง เจ้านายหรือหัวหน้าบางคนอาจจะมีดีแต่ปาก หากคุณรู้สึกเช่นนี้แล้ว ผมว่าคุณกำลังเกิดอาการหมดสิ้นศรัทธาและความเคารพเข้าแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้คุณจำเป็นต้องอยู่ก็อาจจะมาจากปัจจัยต่างๆกันออกไป ผมเองก็เป็นทั้งหัวหน้าและลูกน้องในเวลาเดียว ก็พยายามจะให้มีสมดุลย์ทั้ง 2 ฝ่าย หากแต่ความศรัทธาในตัวหัวหน้ามันหมดลงแล้ว ผมว่ามันอาจจะเกินเยียวยาแล้วเพราะว่าไม่มีใครหรอกมองว่าตัวเองควรปรับปรุงแก้ไขตนเอง ซ้ำร้ายคนเหล่านั้นยังไม่รู้ตัวเองเลยด้วยซ้ำ

เคยได้ยินคำว่านพลักษณ์ (Enneagram) บ้างหรือไม่ เอ็นเนียร์แกรมเป็นศาสตร์แห่งการเรียนรู้ตนเองเพื่อพัฒนาแก้ไขจุดบอดและเข้าใจตนเองอย่างลึกซึ้ง และในที่สุดจะทำให้เข้าใจผู้อื่นตามมาด้วย หากเวลายังเอื้ออำนวยผมจะมาเขียนเล่าในตอนต่อไปครับ

Six Degree of Sepations-ต่อ

posted on 06 May 2008 11:44 by canmaker  in Life

  

 Six Degree of Sepations-ต่อ

เมือไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เนื่องด้วยการกำเนิดของอินเตอร์เน็ตช่วยลดภาระของการติดต่อสื่อสารได้มากยิ่งขึ้น แม้กระทั่งตัวผมเองที่เริ่มใช้อินเตอร์และมีที่อยู่อีเมลที่มหาวิทยาลัยแจกให้นั้นประมาณปี ค.ศ. 1994 ก็พบว่าตัวเองไม่สามารถหลีกเลี่ยงการปฏิวัติการสื่อสารที่สำคัญเองนี้ไปได้ และเมื่อเริ่มต้นเป็นพนักงานบริษัทเอกชนที่โดยตำแหน่งเป็นวิศวกรที่ทำหน้าที่ซ่อมบำรุง ติดตั้ง และสนับสนุนการขายเครื่องมือวัด เครื่องมือทดสอบ พบว่าหลายครั้งที่จะต้องทำการค้นหาข้อมูลเก่าๆเพื่อดูประวัติเครื่องจักรที่ตัวเองดูแลอยู่ ไม่ว่าจะเป็นด้วยสาเหตุที่ ลูกค้าบางรายซื้อเครื่องจักรมือสองมาใช้ หรือได้รับมอบเครื่องจักร ที่ใช้แล้วจากบริษัทแม่ หลายครั้งที่พบว่าคู่มือเครื่องจักรแทบจะหาไม่ได้แล้วที่สำนักงานหรือติดมาจากเครื่องจักร ก็ต้องรื้อกองเอกสารเก่า เพื่อหาที่ไปที่มา จะได้จับต้นชนปลายถูก ว่าจะเริ่มซ่อมอย่างไร ก็ได้อินเตอร์เน็ตนี่แหละที่ช่วยชีวิตไว้ทุกครั้ง ไม่ว่าจะส่งจดหมายไปหาและได้รับการตอบกลับมาหลังจากส่งไปไม่กี่ ช.ม.พร้อมคำอธิบายและรูปประกอบ ถามบางครั้งมีวิดีโอคลิป สอนการรื้อ การเปิดอุปกรณ์ต่างๆและข้อพึงระวังจากบริษัทผู้ผลิตเครื่องจักร ทำให้ผู้เขียนทำหน้าที่บริการได้อย่างครบถ้วนภายในเวลาอันรวดเร็วตอบสนองความต้องการใช้งานของลูกค้าได้ทันท่วงที หลายครั้งทีเดียว พลันให้นึกถึงกองเอกสารที่มีแต่แฟกซ์ จดหมาย เทเล็กซ์ต่างเมื่อครั้งที่ต้องขึ้นไปพยายามทำความเข้าใจ เรื่องการขายเครื่องจักรบางตัวที่ผู้เขียนรับผิดชอบว่า หากสมัยตัวเองไม่มีอินเตอร์เน็ตคงลำบากแน่ๆ นึกภาพไม่ออกเลยว่าจะปวดหัวแค่ไหน ทั้งนี้ทั้งนั้นที่นำเรื่องนี้มาเล่าก็จะกลับเข้าเรื่องว่า อินเตอร์เน็ตช่วยการติดต่อสื่อสารได้มากจน กระทั่ง Duncan Watts แห่งมหาวิทยาลัย Columbia นำเอาแนวคิดเรื่อง Six Degree of Separations มาทำการศึกษาต่อยอดจาก Milgram โดยใช้ อินเตอร์เน็ตและคอมพิวเตอร์เป็นตัวช่วยสำคัญในการลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้ในอดีต โดยผลการทดลองลงเอยที่เลข 6 อีกเช่นเดียวกัน

เครือข่ายสังคม (Social Network)

posted on 01 May 2008 09:12 by canmaker

LinkedIn สังคมออนไลน์เพื่อมืออาชีพ

หลายๆท่านคงรู้จักสังคมออนไลน์ เครือข่ายออนไลน์ที่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายมาบ้างแล้วไม่มากก็น้อย แต่ส่วนใหญ่แล้วก็จะรู้จักในมุมมองของการสร้างมินิเว็บไซต์เพื่อเผยแพร่ประวัติแบบย่อๆของตัวเอง วิดีโอ เพลง หนังหรือหนังสือที่ตนเองนั้นชื่อนชอบ แล้วก็ทำการติดต่อกันเพื่อสร้างเครือข่ายของเพื่อนๆดังเช่น Hi5 ซึ่งเป็นที่นิยมกันมากในหมู่คนไทยเนื่องจากมีการรองรับการใช้งานภาษา และก็เคยตกเป็นประเด็นสำคัญที่มีการวิพากษ์วิจารณ์บนหน้าหนังสือพิมพ์ ซึ่งผมเคยได้ยินมาว่า สังคมของHi5ในเมืองไทยนั้นขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนต้องเอาใจแฟนๆชาวไทยโดยการสนับสนุนการใช้ภาษาไทย

                LinkedIn นั้นก็เป็นเว็บเครื่อข่ายสังคมออนไลน์ขนาดใหญ่แต่ก็มีส่วนแตกต่างกันอยู่บ้าง พอสมควร โดยที่LinkedIn มุ่งเน้นการการให้บริการสังคมออนไลน์สำหรับผู้ที่ทำงานหรือมืออาชีพมากกว่า ซึ่งก็คือกลุ่มเป้าหมายคนละกลุ่มกันกับสังคมออนไลน์อื่นๆเช่น Hi5หรือ Facebook

            คงมีน้อยคนที่จะปฏิเสธว่ามนุษย์นั้นเป็นสัตว์สังคม ต้องการมีสังคม เพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง ครอบครัว กลุ่มที่ชอบกิจกรรมเดียวกัน ซึ่งสิ่งที่ได้ยินมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันกับคำว่า กว้างขวาง ก็คงมาจากการที่มีสังคมที่มีตัวเองเป็นศูนย์กลางที่มีขนาดใหญ่ นั่นเอง หรือบางท่านอาจคงเคยได้ยินว่า รู้จักนอบน้อม เข้าหาผู้ใหญ่หรือรู้จักไว้ก็ไม่เสียหาย คงเป็นอีกประโยคที่ได้ยินกันจนชินหู แต่ก็คงมีคนจำนวนหนึ่งที่คิดว่าตนเองคนเดียวก็เพียงพอแล้ว

                เรามาดูกันดีกว่าว่าการมีเครือข่ายของคนๆหนึ่งนั้น มีผู้ศึกษาคนคว้าจนออกมาเป็นทฤษฎีด้วยซ้ำไป ซึ่งจะว่าไปแล้วหลายๆท่านก็คงอาจจะเคยได้ยินมาก่อนเสียด้วยซ้ำไปซึ่งเรียกว่าปรากฏการณ์โลกใบเล็ก(Small World Phenomena) หรือถ้าจะให้ได้ยินแบบคุ้นหูหน่อยก็น่าจะเป็นชื่อ Six Degree of Separations ซึ่งเป็นชื่อของหนังเรื่องหนึ่งที่แสดงนำโดย วิลล์ สมิท 
            Six Degree of Separations
อธิบายได้จากการเชื่อมโยงการรู้จักของคนๆหนึ่งในโลกนี้ว่าจะมีองศาของการรู้จักกันไม่เกิน 6 ยกตัวอย่างเช่น นาย ก.จากประเทศไทย กับนาย ข.จากประเทศจีน จะมีความเชื่อมโยงกันโดยผ่านคนที่รู้จักไม่เกิน 6 ทอด พูดง่ายๆคือทั้ง 2 คนจะเชื่อมโยงหากันไม่เกิน 6 ช่วงของการเช็คแฮนด์ สงสัยกันหรือเปล่าว่าเป็นไปได้อย่างไร แล้วก็ขณะเดียวกัน อาจมีบางส่วนเห็นขัดแย้งด้วยซ้ำไปว่าจริงๆแล้วอาจจะเกิน 6 ทอดด้วยซ้ำไป ผมเองก็เคยสงสัยเช่นเดียวกันและตั้งข้อสังเกตว่าที่เราคิดกันแบบนั้น จริงๆแล้วคนที่มีดีกรีห่างจากตัวเราระดับ 2 หรือ ระดับ 3 อาจจะรู้จักคนอื่นๆที่เชื่อมโยงเป็นทอดๆไปโดยที่เราไม่รู้ตัวก็เป็นได้ หรืออาจจะเกิดจากการที่สิ่งที่เราเชื่อมโยงไปหาจุดหมายแล้วมีดีกรีเกิน  6 นั้น เป็นไปได้ว่าเราไม่รู้ถึงเส้นทางลัดที่จะนำเราเชื่อมโยงมาอยู่ภายในจำนวน 6 ทอด ตัวอย่างเหตุการณ์ที่ผมอาจจะยกตัวอย่างเพิ่มนั่นก็คือ เคยบ้างหรือไม่ที่ท่านจะพบเพื่อนเก่าโดยบังเอิญแล้ว เพื่อนเก่าของท่านมีแฟน ซึ่งแฟนของเพื่อนท่านมีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องของท่านเอง จำนวนการเชื่อมโยงไม่ได้หมายถึงการที่ต้องเป็นญาติเกี่ยวดองกัน เอาเพียงแค่รู้จัก เคยคุยกัน รู้จักชื่อของแต่ละฝ่ายก็เพียงพอแล้ว ตัวอย่างต่อมา เพื่อนรุ่นพี่ท่านหนึ่งของผม เคยเดินทางไปทำงานที่ประเทศเยอรมัน และพบว่าตัวเอง มีดีกรีเพียงแค่ 1 กับเหยื่อของการฆาตกรรมสยอง คล้ายๆกับหนังฮอลลีวูดที่ตัวละครสำคัญในเรื่องคือ ดร.ฮันนิบาล เล็คเตอร์ ฉะนั้นผมก็เลยกลายเป็นทอดที่ 2 ที่เชื่อมโยงไปยังเหยื่อคนดังกล่าว เหตุการณ์เป็นข่าวพาดหัวในเยอรมันเมื่อหลายปีก่อน หลายๆท่านที่ผมรู้จักก็จะกลายเป็นทอดที่ 3 ไปโดยปริยายนั่นเองหากเอาตัวเหยื่อในเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นจุดศูนย์กลาง ตัวอย่างที่เด่นชัดเลยก็คือเกมส์ชื่อ Six Degree of Kevin Bacon นักแสดงนำเรื่อง Harrow Man ว่าถ้าเอาดาราในฮอลลีวูดมาเชื่อมโยงกันส่วนมากก็ต้องผ่านการเชื่อมโยงจากนายคนนี้ ทฤษฎีที่ว่านี้ยังถูกนำมาเป็นคอนเซ็บร้านอาหารชื่อ Six Degree of Bangkok เสียด้วยซ้ำไป
                เรื่องราวของ Six Degree of Separations มีที่มาเป็นมาอย่างไรกัน แล้วมันเกี่ยวกันอย่างไรกับ LinkedIn เรื่องราวเริ่มต้นไม่ปรากฎลักษณะชัดเจน แต่หลายๆแหล่งข้อมูลสนับสนุนว่ามาอาจจะมาจากการที่มีนักวิทยาศาสตร์หลายแขนงค้นคว้าทดลองด้านต่างๆเช่น Guglielmo Marconi     ชาวอิตาเลียน ทำการค้นคว้าเรื่องการรับคลื่นวิทยุในปีค.ศ.1909ว่าจะต้องมีสถานีลูกข่ายจำนวนเท่าใดเพื่อให้สัญญาณนั้นกระจายคลอบคลุมทั้งโลก ซึ่งการศึกษาทดลองนี้พบว่า ค่าเฉลี่ยโดยประมาณคือ 5.58 เท็จจริงประการใด โปรดใช้วิจารณญาณหรือศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยหัวข้อ  Marconi and the commercialization of radio แต่การศึกษาดังกล่าวมิได้กล่าวถึงเรื่องของเครือข่ายทางสังคม(Social Network)แต่ประการใด นัยว่าเป็นการทดลองทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น

                หลังจากนั้นประมาณ 20 ปี Frigyes Karinthy ชาวฮังกาเรี่ยน ตีพิมพ์บทความเรื่อง "Everything is Different."ซึ่งส่วนหนึ่งในบทความความมีการกล่าวถึง การเชื่อมโยงต่างๆ และการสร้างเครือข่ายทางสังคมของมนุษย์อีกด้วย ว่าการเชื่อมโยงของคน2คนในโลกนี้นั้นจะมีการเกิดช่วงของความสัมพันธ์ไม่เกิน 5 ช่วง ถึงแม้ว่าจำนวนองศา Karinthy จะไม่ตรงกับ 6 องศาของ Six Degree of Separation ก็ตาม แต่ผู้รู้หลายๆท่านก็นิยมอ้างถึงบทความนี้อยู่ ว่าน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่เริ่มจะเห็นเค้าโคลงต้นกำเนิดของ Six Degree of Separationเนื่องจากเป็นการกล่าวถึง ความเชื่อมโยงทางสังคม การสื่อสาร และการคมนาคมขนส่งของมนุษย์ ซึ่งแตกต่างจากหัวข้อที่กล่าวอ้างมาข้างต้นที่เน้นเรื่องวิทยาศาสตร์เป็นสาระสำคัญ

            ในปี 1978 นักจิตวิทยานามว่า Stanley Milgram ก็หยิบเอาสาระสำคัญเรื่องนี้มาปัดฝุ่นอีกครั้งโดยได้มีการศึกษาทดลองอย่างเป็นทางการและเป็นวิชาการมากขึ้น ซึ่ง Milgramนี่เองเป็นผู้เริ่มต้น Small World Phenomena และเชื่อกันว่าเป็นจุดเริ่มต้นของ Six Degree of Separation ถึงแม้ว่า Milgram จะไม่ได้ตั้งชื่อการทดลองของตัวเองว่า Six Degree of Separation ก็ตาม

            Milgram เริ่มทำการโดยการเลือกเมืองเริ่มต้นที่จะศึกษา ซึ่งก็คือ Omaha, Nebraskaและเมือง Wichita, Kansas เป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาและเมืองปลายทางคือเมือง Boston, Massachusetts โดยใช้วิธีการส่งจดหมายจากจุดเริ่มต้นโดยสุ่มเลือกกลุ่มคนเริ่มต้นว่าให้ทำการส่งจดหมายถึงเป้าหมายซึ่งอาศัยอยู่ที่ Boston, Massachusetts โดยหากคนเริ่มต้นรู้จักเป้าหมายให้ส่งจดหมายไปถึงโดยตรงได้ทันทีหรือหากไม่รู้จักให้ส่งคนที่รู้จักและคาดว่าจะส่งต่อจดหมายไปถึงเป้าหมายได้ และสรุปผลออกมาเป็นจำนวนองศาที่เราน่าจะเดากันได้ว่าน่าจะเป็นเลข 6  การทดลองมีความแม่นยำและเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน คงไม่มีใครหาคำตอบได้อย่างชัดเจน ซึ่งก็คงแล้วแต่วิจารณญาณของทุกๆท่านอีกเช่นเดียวกัน